ถอดบทเรียน CHBP ออสเตรเลีย

ถอดบทเรียน CHBP ออสเตรเลีย

เมื่อรัฐหนุนแบตเตอรี่บ้านอย่างจริงใจ เทียบกับความลักลั่นของนโยบายพลังงานไทยวันนี้

ปี 2026 วิกฤตราคาพลังงานกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลทั่วโลกต้องแก้ แต่คำตอบของแต่ละประเทศกลับสะท้อนวิสัยทัศน์ และ การลำดับความสำคัญ ที่ต่างกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือโครงการ ‘Cheap Home Battery Program’ (CHBP) ของประเทศออสเตรเลีย ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อรัฐมองประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของทางออก ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคที่ต้องจ่ายเงิน ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าเพียงใด

ออสเตรเลียกับโครงการ CHBP การทลายกำแพงต้นทุนเพื่อความยั่งยืน

ปัญหาใหญ่ที่สุดของการติดตั้งโซลาร์เซลล์คือ "พลังงานที่ผลิตได้ไม่ตรงกับเวลาที่ใช้งาน" ทำให้อุปกรณ์อย่างแบตเตอรี่ กลายเป็นหัวใจสำคัญ แต่ออสเตรเลียรู้ดีว่าราคาแบตเตอรี่นั้นสูงเกินกว่าที่ภาคครัวเรือนจะแบกรับเองได้ทั้งหมด โครงการ CHBP จึงถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องว่างนี้โดยเฉพาะ

  • เงินอุดหนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยรัฐบาลมอบส่วนลดโดยตรงหรือสิทธิในการกู้ยืมเงินแบบดอกเบี้ย 0% เพื่อให้ประชาชนติดตั้งแบตเตอรี่ในราคาที่เอื้อมถึง
  • การลดภาระโครงข่าย เพราะรัฐมองว่าการที่ทุกบ้านมีแบตเตอรี่ คือการสร้าง ‘โรงไฟฟ้าเสมือน’ (Virtual Power Plant) ที่ช่วยจ่ายไฟในช่วง Peak Demand ซึ่งจะลดภาระการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ของรัฐเองด้วย
  • ความคุ้มค่าที่จับต้องได้ เมื่อประชาชนสามารถเก็บไฟที่ผลิตได้ฟรีในช่วงกลางวันมาใช้ในตอนกลางคืนได้อย่างเต็มที่ ทำให้แทบไม่ต้องพึ่งพาไฟจากสายส่งหลัก

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย นโยบายที่ยังดูเหมือนวนเวียนอยู่กับการรักษาผลประโยชน์

แม้จะมีการเริ่มขยับตัวเรื่องมาตรการลดหย่อนภาษีหรือสินเชื่อ Soft Loan บ้าง แต่หากวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างและเจตนารมณ์แล้ว จะเห็นความแตกต่างที่น่าตกใจ

1. Net Billing vs Net Metering : ในขณะที่หลายประเทศใช้ระบบหัก-กลบ-ลบหน่วยไฟฟ้า (Net Metering) เพื่อให้ประชาชนคุ้มค่าที่สุด แต่ไทยยังคงยืนหยัดกับระบบ Net Billing ที่รับซื้อไฟคืนในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายถึงเท่าตัว สิ่งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการ "รักษาผลประโยชน์" ของรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า มากกว่าการส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตัวเอง

2. การขาดมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์อย่างจริงจัง : นโยบายสินเชื่อให้ภาคครัวเรือนเข้าถึงโซลาร์ยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งแบตเตอรี่ยังคงเป็นอุปกรณ์ที่มีภาษีนำเข้าและต้นทุนสูง โดยที่รัฐไม่มีโครงการอุดหนุนราคา ที่ชัดเจนเหมือน CHBP ทำให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในไทยยังติดหล่มอยู่ที่การใช้ไฟเฉพาะช่วงกลางวันเท่านั้น

3. โครงสร้างค่าไฟที่ผลักภาระ : สูตรการคำนวณค่าไฟใหม่ที่ดูเหมือนจะช่วยคนใช้ไฟน้อย แต่กลับไปเพิ่มภาระให้คนชั้นกลางและภาคธุรกิจที่เป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจ ยิ่งตอกย้ำว่านโยบายรัฐเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการ "เฉลี่ยทุกข์" มากกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ยั่งยืนให้ประชาชน

การรอคอยนโยบายที่ดีจากรัฐอาจต้องใช้เวลา แต่เชื่อเถอะว่าการติดตั้งโซลาร์คือการดึงอำนาจทางพลังงานมาอยู่ในมือคุณ แม้นโยบายจะยังไม่ออกแบบเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ถึงอย่างนั้นโซลาร์ก็ยังเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คืนทุนไวที่สุด และมั่นคงที่สุด อันหนึ่งสำหรับวันนี้